วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ข้อความรู้ บทที่ 5 คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้

บทที่ 5 คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ประวัติและพัฒนาการของคอมพิวเตอร์

          คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการคำนวณอัตโนมัติตามคำสั่ง ส่วนที่ใช้ประมวลผล เรียกว่า หน่วยประมวลผล

ชุดของคำสั่งที่ระบุขั้นตอนการคำนวณ เรียกว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียง หรืออยู่ในรูปอื่น ๆ

ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์นั้นมีหลากหลาย มีทั้งขนาดที่ใหญ่มากจนต้องใช้ห้องทั้งห้องในการบรรจุ และขนาดเล็กจนวางได้บนฝ่ามือ

การจัดแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์สามารถจัดแบ่งได้ตามขนาดทางกายภาพเป็นสำคัญ ซึ่งมักจะแปลผันกับประสิทธิภาพความเร็วในการประมวลผล
          โดยขนาดคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเรียกว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ใช้กับการคำนวณผลทางวิทยาศาสตร์
          ขนาดรองลงมาเรียกว่า เมนเฟรม มักใชัในบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องมีการประมวลผลธุรกรรมทางธุรกิจจำนวนมากๆ
          สำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในระดับบุคคลเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่พกพาได้เรียกว่า คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค

คอมพิวเตอร์เริ่มจาก พ่อค้าชาวแบบีลอน (Babylonian) ได้มีการจดบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงบน clay tablets สำหรับการคำนวณ อุปกรณ์คำนวณในยุคแรกได้แก่ ลูกคิด

ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีใช้อยู่ จนกระทั่งนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Blaise Pascal ได้สร้างเครื่องกลสำหรับการคำนวณชื่อ pascaline

ในปี พ.ศ. 2215 Gottfried Von Leibniz นักคณิตศาสตร์ชาวเยอร์มันได้พัฒนา pascaline โดยสร้างเครื่องที่สามารถ บวก ลบ คูณ หาร และถอดรากได้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดทราบว่ามีความแม่นยำขนาดไหน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2336 นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ Chales Babbage ได้สร้างดิฟเฟอเรนซ์แอนจิน difference engine ที่มีฟังก์ชันทางตรีโกณมิติต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ และคิดว่าจะสร้างแอนะลีติคอลเอนจิน (analytical engine ) ที่มีหลักคล้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบัน จึงมีผู้ยกย่องว่าเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์และเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐาน

ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ได้พัฒนาสมรรถนะและความสามารถของคอมพิวเตอร์ให้มีศักยภาพสูงขึ้น โดยกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ทางคอมพิวเตอร์ เช่น IBM Apple และ Microsoft เป็นต้น



ส่วนประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

           การประมวลผลของคอมพิวเตอร์จะเริ่มขึ้นเมื่อผู้ใช้ป้อนข้อมูลเข้าโดยผ่านทางส่วนนำเข้า (Input unit) เช่น ข้อความ ภาพ วีดิทัศน์ เสียง ฯลฯ

ข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไปนั้นจะถูกนำไปประมวลผลข้อมูล ส่วนที่ทำหน้าที่ในการประมวลผล เรียกว่า ส่วนประมวลผลกลาง (Central processing unit) จะประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วย คือ
          1. หน่วยความจำ (Memory) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากการนาเข้าหรือจากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
           RAM(Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำชนิดที่สามารถบันทึกข้อมูลได้และลบข้อมูลได้ แต่ไม่จำข้อมูลในขณะที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยง หน่วยความจำประเภทนี้เรียกว่าหน่วยความจำหลัก ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานเป็นหลัก
           ROM (Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบันทึกข้อมูลใหม่ได้ ส่วนใหญ่จะใช้เก็บโปรแกรมสาคัญหรือกราฟิกต่างๆ

          2. หน่วยคำนวณ (Arithmetic & Logic) ทำหน้าที่ประมวลผลทางคณิตศาสตร์และเหตุผล
       
          3. หน่วยควบคุม (Control Unit) ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และทำหน้าที่ประสานงานการทำงานภายในและงานภายนอกของคอมพิวเตอร์

ส่วนประกอบสุดท้ายของคอมพิวเตอร์ คือ ส่วนแสดงผลข้อมูล (Output Unit) ทำหน้าที่ในการแสดงผลจากการประมวลผลแล้วไปยังสื่อที่แสดงผลลัพธ์ ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์ หรือเก็บไว้ที่หน่วยความจำ





ซอฟต์แวร์ที่นักการศึกษาควรรู้


          ซอฟต์แวร์ (Software) คือโปรแกรมหรือชุดของคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์นี้จึงเปรียบเสมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และ เครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

ซอฟต์แวร์ระบบ เป็นชุดของคำสั่งที่เขียนไว้เป็นคำสั่งสำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุด เพื่อคอยควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ สำหรับการเลือกติดตั้งซอฟต์แวร์ระบบนั้นควรพิจารณาเกี่ยวกับหน้าที่การใช้งาน การอินเตอร์เฟซ (Interface) ระหว่างผู้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

ในปัจจุบันนี้ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ เช่น Windows, MS - DOS, UNIX และ Mac System เป็นต้น

ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ถูก เขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่าง เช่น งานส่วนตัว งานทางด้านธุรกิจ หรืองานทางด้านวิทยาศาสตร์ เราอาจเรียกโปรแกรมประเภทนี้ว่า User's Program

ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็อาจมีแบบฟอร์มที่แตกต่างกัน โปรแกรมประเภทนี้จะสามารถดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม (Modifications)  นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ยังมีอีกลักษณะที่เรียกว่า ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป

ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดพิมพ์รายงาน หรือเวิร์ดโปรเซสเซอร์ (Word Processor) ซอฟต์แวร์กระดาษทดอิเล็กทรอนิกส์หรือสเปรดชีต (Spreadsheet) เป็นต้น


ฮาร์ดแวร์ที่นักการศึกษาควรรู้

          ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบของตัวเครื่องที่สามารถจับต้องได้ ได้แก่ วงจรไฟฟ้า ตัวเครื่อง จอภาพ เครื่องพิมพ์ คีร์บอร์ด เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งส่วนพื้นฐานของฮาร์ดแวร์เป็น 4 หน่วยสำคัญ โดยแบ่งตามการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย เครื่องมือส่วนรับข้อมูล (Input device) เครื่องมือส่วนแสดงผลข้อมูล (Output device) เครื่องมือส่วนจัดเก็บข้อมูล (Storage) และระบบประมวลผลกลาง (CPU)

เครื่องมือส่วนรับข้อมูล (Input device) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ สแกนเนอร์ ไมโครโฟน กล้องเว็บแคม


เครื่องมือส่วนแสดงผลข้อมูล (Output device) ทำหน้าที่ในการแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ได้แก่ ลำโพง จอภาพ และเครื่องพิมพ์ เป็นต้น

เครื่องมือส่วนจัดเก็บข้อมูล (Storage) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเมื่อผู้ใช้สั่งให้บันทึก ซึ่งมีสองประเภท คือ

หน่วยเก็บข้อมูลหลักหรือความจำหลัก (Primary Storage หรือ Main Memory) ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเพื่อเตรียมส่งให้หน่วยประมวลผลกลางทำการประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเพื่อส่งออกหน่วยแสดงข้อมูลต่อไปซึ่งอาจแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ
RAM ที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้ และ ROM จะอ่านได้อย่างเดียว

หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ( Secondary Storage ) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล หรือโปรแกรมที่จะป้อนเข้าสู่หน่วยความจำหลักภายในเครื่องก่อนทำการประมวลผลโดยซีพียู รวมทั้งเป็นที่เก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลด้วย ปัจจุบันรู้จักในนามฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) แผ่นฟร็อปปีดิสก์ (Floppy Disk) แผ่นซีดี/ดีวีดี (CD/DVD) และแฟลตไดร์ฟ (USB flash drive) ซึ่งเมื่อปิดเครื่องข้อมูลจะยังคงเก็บอยู่

ส่วนประมวลผลกลาง (Central processing unit : CPU)  หน่วยประมวลผลกลางเป็นส่วนที่สำคัญของคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากจนถึงขั้นสามารถผลิตวงจรหน่วยประมวลผลกลางทั้งวงจรไว้ในชิพเพียงตัวเดียวได้ ชิพหน่วยประมวลผลกลางนี้มีชื่อเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ จะประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วย คือ
          1. หน่วยความจำ (Memory)
          2. หน่วยคำนวณ (Arithmetic & Logic)
          3. หน่วยควบคุม (Control Unit)



คอมพิวเตอร์กับเครื่องมือทางปัญญา 

เครื่องมือทางปัญญาคืออะไร

          การดำเนินชีวิตมนุษย์มีความต้องการเครื่องมือเพิ่มศักยภาพทางด้านกายภาพภายนอก หากแต่เครื่องมือนั้นควรต้องส่งเสริมศักยภาพภายในของมนุษย์ ซึ่งก็คือ

เครื่องมือทางปัญญา (Cognitive tools) ดังที่ Salomon กล่าวว่า เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์เป็นสิ่งหนึ่งที่ส่งเสริมและบ่มเพาะการคิด(Thinking) และ Lajoie, and Derry (1993) ได้แบ่งรูปแบบเครื่องมือทางปัญญาเป็น 2 มีลักษณะ ได้แก่

         1) เครื่องมือที่ช่วยพัฒนาความสามารถทางปัญญา (Intellectual performance) ซึ่งอาศัยแนวคิดที่ว่า การรู้คิด (Cognition) จะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างเครื่องมือและผู้เรียน

          2) เครื่องมือเชิงศาสตร์การสอน (Pedagogic tools) ที่ส่งเสริมภารกิจการคิดขั้นสูง

เครื่องมือทางปัญญา (Cognitive tools) เป็นเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีที่มีลักษณะที่เป็นเพื่อนทางปัญญา ที่สนับสนุน ส่งเสริมและแนะแนวรวมทั้งช่วยขยายฟังชั่นก์การทำงานกระบวนการรู้คิด (Cognitive processes) ของมนุษย์ ทั้งในขณะทาการคิด แก้ปัญหา และการเรียนรู้ โดยผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมและใช้เครื่องมือทางปัญญาในลักษณะการสร้างความรู้มากกว่าการจดจำความรู้ (สุมาลี ชัยเจริญ, 2551)

กรอบแนวคิดสำคัญของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางปัญญา

           การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนผู้เรียนจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับเพื่อให้ได้มาซึ่งวิถีทางการแก้ปัญหา อันเป็นที่มาของเครื่องมือทางปัญญา เครื่องมือทางปัญญาเป็นการนำสมรรถนะของคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเอื้ออำนวยกระบวนการประมวลสารสนเทศของผู้เรียน

พื้นฐานที่สำคัญของการออกแบบเครื่องมือทางปัญญามาจากการศึกษาของ Hanafin (1999) ที่ได้เสนอเครื่องมือทางปัญญาสำหรับการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์

กรอบแนวคิดของการออกแบบเครื่องมือทางปัญญาอาศัยพื้นฐานมาจากทฤษฎีประมวลสารสนเทศและทฤษฎีกลุ่มพุทธิปัญญาที่สำคัญ ดังเช่น ทฤษฎีความยืดหยุ่นทางปัญญา ทฤษฎี Cognitive load และทฤษฎีเมนทอลโมเดล

กรอบแนวคิดของเครื่องมือทางปัญญา


โมเดลการประมวลสารสนเทศและการจาแนกหน้าที่ของเครื่องมือทางปัญญา
(Iiyoshi & Hannafin, 1998)



จากโมเดลข้างต้น จะแสดงให้เห็นถึงหน้าที่และการทำงานของเครื่องมือทางปัญหาทั้ง 5 ลักษณะ ประกอบด้วย Information seeking tool, Information presenting tool, Knowledge organizing tool, Knowledge Integrating tool, Knowledge generating tool

ซึ่งเครื่องมือแต่ละชนิดจะทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการทางพุทธิปัญญาในแต่ละระยะตั้งแต่การบันทึกผัสสะ (Sensory memory) ที่เป็นรับรู้สารสนเทศต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม เข้าไปสู่ความจำระยะสั้น (Short-term memory) เป็นระยะที่จะต้องประมวลผลสารสนเทศต่างๆที่รับผ่านเข้ามาจากการบันทึกผัสสะ เพื่อจัดระเบียบ หมวดหมู่ หาความสัมพันธ์ ตลอดจนการบูรณาการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์เดิมที่ตนเองมีเพื่อสร้างเป็นความเข้าใจหรือเมนทอลโมเดล และนำไปเก็บบันทึกไว้ในความจำระยะยาว (Long-term memory)

นอกจากนี้การเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์มุ่งเน้นเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงสังคมดังที่ Vygotsky (1926) ได้อธิบายว่า วัฒนธรรมจะเป็นเครื่องมือทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับการพัฒนา รูปแบบและคุณภาพของเครื่องมือดังกล่าว

ได้มีการกำหนดรูปแบบและอัตราการพัฒนามากกว่าที่กำหนดไว้ในทฤษฎีของเพียเจต์ โดย เชื่อว่า ผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีความอาวุโส เช่น พ่อแม่ และครู จะเป็นท่อนำสำหรับเครื่องมือทางวัฒนธรรมรวมถึงภาษา เครื่องมือทางวัฒนธรรมเหล่านี้ ได้แก่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม บริบททางสังคมและภาษาสาหรับปัจจุบันนี้ รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ตามแนวคิดของ Vygotsky ดังกล่าวข้างต้นที่ว่าเด็กจะพัฒนาในกลุ่มของสังคมที่จัดขึ้น การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมควรจะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันมากกว่าที่จะแยกผู้เรียนจากคนอื่น ๆ

ดังนั้นบทบาทของครูควรแนะนาเมื่อผู้เรียนประสบปัญหา กระตุ้นให้ปฏิบัติงานในกลุ่ม เช่น ในการที่จะคิดพิจารณาประเด็นคาถาม และสนับสนุนด้วยการกระตุ้น แนะนำ ให้ผู้เรียนต่อสู้กับปัญหา และเกิดความท้าทาย และนั่นเป็นรากฐานของสถานการณ์ในชีวิตจริง (Real life situation) ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และได้รับความพึงพอใจในผลของงานที่ได้ลงมือกระทำ

ดังนั้นครูจะคอยช่วยเอื้อให้ผู้เรียนเกิดความเจริญทางด้านสติปัญญา (Cognitive growth) จากกรอบแนวคิดข้างต้นสามารถสรุปการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางปัญญา เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย (1) Discovery tools (2) Knowledge creation tools (3) Communication tool ดังตารางต่อไปนี้


ตารางความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่และตัวอย่างเครื่องมือทางปัญญา ที่มา: อิศรา ก้านจักร (2551)

เครื่องมือค้นพบ (Discovery tools) เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการเสาะแสวงหาสารสนเทศ การค้นหาข้อมูล เพื่อนามาซึ่งการค้นพบสารสนเทศหรือความรู้ที่ต้องการ พื้นฐานของเครื่องมือนี้มาจากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive constructivism) ที่ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ลงมือปฏิบัติ (Learning is active process) โดยอาศัยประสบการณ์ตรง และค้นหาวิธีการแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดูดซึมและการปรับเปลี่ยนของข้อมูล

เครื่องมือที่ช่วยในการค้นพบสารสนเทศมี 2 ลักษณะคือ

Seeking tool เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการค้นหาสารสนเทศ การระบุตำแหน่งและนำเสนอสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น Search engines, index, maps เป็นต้น

Collecting tool เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการสะสม เก็บรวบรวมสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่าง: Downloading, saving, bookmaking เป็นต้น

เครื่องมือสร้างความรู้ (Knowledge creation tools) เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการสร้างความรู้ของผู้เรียน ที่เกิดขึ้นในความจำระยะสั้น (Short-term memory) เป็นระยะที่จะต้องประมวลผลสารสนเทศต่างๆที่รับผ่านเข้ามา เพื่อจัดระเบียบ ในการสร้างความรู้นั้นผู้เรียนจะต้องดึงความรู้และประสบการณ์ต่างๆมาใช้ไม่ทุกครั้งเสมอไปที่ผู้เรียนจะสร้างความรู้ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย หากเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน (Ill-structure) และไม่คุ้นเคย ก็จะต้องใช้ความพยายามคิด(Mental effort)อย่างมาก เป็นผลให้ใช้ค๊อกนิทีฟโหลด (Cognitive load) มาก จนอาจทำให้ไม่สามารถสร้างความรู้ได้

ดังนั้นเครื่องมือนี้จะไปสนับสนุนการสร้างความหมายของผู้เรียนและยังช่วยลด Cognitive load เครื่องมือสร้างความรู้มี 3 ชนิดคือ

Organizing tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดกลุ่มสารสนเทศที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นหมวดหมู่ การเชื่อมโยงความคิดรวบยอดของสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่าง: Mind mapping, flow chart, constructing table เป็นต้น

Integrating tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับแนวความคิดของผู้เรียนตัวอย่าง: Annotation or typing note for information encountered: Mapping tools, Simulations

Generating tool เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการสร้างสิ่งต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากอาศัยเพียงแค่สมองคิด จิตนาการคงไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้และเข้าใจได้ง่าย เครื่องมือนี้มีการพัฒนาอย่างแพร่หลายเช่น Papert (1991) ได้สร้างLego, Micro world เป็นต้น

เครื่องมือการสื่อสาร (Communication tool) เป็นเครื่องมือที่ใช้สนับสนุนการสื่อสาร สนทนาแลกเปลี่ยนแนวความคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและผู้สอน เพื่อสร้างชุมชนในการเรียนรู้และสังคมของผู้เรียน สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์โดยฐานคิดของ Vygotsky ที่เชื่อเรื่องปฏิสัมพันธ์เชิงสังคมมีผลต่อการสร้างความรู้ ดังนั้นเครื่องมือที่เหมาะสมควรจะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันมากกว่าที่จะแยกผู้เรียนจากคนอื่น ๆ รวมทั้งครูและผู้เชี่ยวชาญ

 รูปแบบของเครื่องมือการสื่อสารมี 2 ลักษณะคือ

Synchronous communication tools ใช้สนับสนุนปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ตัวอย่าง: Chat, online conference, MSN เป็นต้น

 Asynchronous communication tools ใช้สนับสนุนปฏิสัมพันธ์ที่ ไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เช่น Web board, e-mail


การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน

การใช้คอมพิวเตอร์เป็นครู

         เกิดขึ้นเมื่อก่อนปี 1960s ซึ่งเป็นการใช้ในการถ่ายทอดและนำเสนอเนื้อหาการเรียนการสอนโดยตรงไปยังผู้เรียน (Transmit Knowledge) เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer assisted instruction: CAI) การเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐาน (Computer-based instruction CBI) หรือการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเรียนรู้ (Computer assisted learning: CAL)

ให้ผู้เรียนได้รับกิจกรรม การทดสอบผู้เรียน ผลการประเมินการตอบสนองจากผู้เรียนด้วยการให้ผลป้อนกลับและกำหนดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนกระทำตามบทเรียนเป็นลำดับขั้นของกิจกรรมการเรียนการสอน

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้ตามแนวทางนี้คือการที่ผู้เรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนได้ ในขณะที่สื่อชนิดอื่นดังเช่น สิ่งพิมพ์ ใบงาน ผู้เรียนเพียงแค่สามารถโพสต์ (Pose) คำตอบลงในแผ่นงานได้เท่านั้น โดยที่สื่อเหล่านั้นไม่สามารถให้ผลป้อนกลับกับผู้เรียนได้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่สามารถแสดงผลคำตอบ การเสริมแรง เฉลยแบบทันทีทันใด



การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ช่วย

          บทบาทของคอมพิวเตอร์ในฐานะเป็นเครื่องมือช่วยผู้เรียนในการทำงานประจำต่างๆเกี่ยวกับการเรียนและงานที่ครูมอบหมาย เช่น การทำรายงาน การคิดคำนวณ การสร้างผลงานกราฟิก เป็นต้น

ลักษณะของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยผู้เรียนอาจจำแนกได้ดังนี้ การประมวลคำ (Word processer) โปรแกรมงานกราฟิก โปรแกรมการนาเสนอ โปรแกรมการจัดทำฐานข้อมูล และเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกใช้โปรแกรมเหล่านี้ในการช่วยสร้างผลงานให้สำเร็จตามเป้าหมายได้

โปรแกรมการประมวลคำสามารถช่วยผู้เรียนในการเขียนบทความ เรื่องราว บทกลอน จดหมาย และงานอื่นในชั้นเรียน โปรแกรมการนำเสนอช่วยผู้เรียนในการสร้างงานนำเสนอข้อความ และรูปภาพ เช่น Power point presentation เป็นต้น โปรแกรมจัดการฐานข้อมูลช่วยผู้เรียนในการสร้าง แก้ไข และจัดกระทำเกี่ยวกับสารสนเทศที่เกี่ยวข้องในการเรียนการสอน เช่น โปรแกรม Microsoft assess เป็นต้น



การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียน

         เมื่อหน้าที่ของคอมพิวเตอร์คือผู้เรียน บทบาทของคอมพิวเตอร์และผู้เรียนที่ใช้เพื่อการเรียนการสอนแบบเดิม ก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นในทิศทางตรงกันข้าม จากคอมพิวเตอร์เป็นตัวกำหนดกิจกรรมและวิธีการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทำตามกลายเป็นผู้เรียนเป็นผู้กำหนดวิธีการและกิจกรรมการเรียนรู้ให้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นบทบาทของผู้เรียนจึงเป็นผู้สอนและบทบาทของคอมพิวเตอร์จึงเป็นผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความเข้าใจปัญหาบางอย่างหรือเนื้อหาที่ใช้ในการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ในวิถีทางที่ทำให้คอมพิวเตอร์นั้นเข้าใจคำสั่งและสามารถทำงานตามที่ต้องการได้

การใช้คอมพิวเตอร์ตามแนวทางนี้ผู้เรียนจะต้องได้รับหรือมีทักษะด้านการจัดการ ทักษะด้านการคิดเชิงตรรกะ ทักษะด้านการแก้ปัญหา

การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียนคือวิธีการแบบเปิด (Open-ended approach) ที่อาศัยความสามารถของผู้เรียนในการสร้างความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับเนื้อหาและวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ วิธีการนี้ผู้สอนสามารถนาไปใช้ในชั้นเรียนของตนเองได้โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และสั่งการคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์อย่างง่าย เช่น LOGO, BASIC, C เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น